วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

Story Telling(描写)

สวัสดีค่า

หลังจากเรียนการเขียนมาครึ่งเทอม วันนี้เราได้เริ่มเรียนเรื่องใหม่แล้วค่ะ
ซึ่งเรื่องที่เรียนคาบนี้คือ 描写หรือการพรรณาให้เห็นภาพนั่นเองค่า

อ.ให้เราจับคู่กับเพื่อนผลัดกันบรรยายภาพบนจอ ซึ่งคนที่เป็นผู้ฟ้งจะนั่งหันหลังและไม่เห็นภาพ ผู้ที่บรรยายจึงต้องพรรณา อธิบายให้เพื่อนเข้าใจว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร
และเราก็ได้คู่กับน้องม่วงเพื่อนรักคนเดิมค่ะ รอบแรกเราเป็นคนบรรยายก่อนน้องม่วง

ภาพที่เราต้องบรรยายคือรูปนี้ค่ะ





ปัญหาแรกเลยคือเราไม่เข้าใจว่ารูปต้องการสื่ออะไร ครั้งแรกที่ตีความคือ นักท่องเที่ยวฝรั่งเป็นเจ้านายของผู้ชายคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ พอเขาเห็นเจ้านายจึงตั้งใจหลบ (ลืมมองรูปที่เขาสบตากัน555555)

จน อ.เข้ามาอธิบายให้ฟังอีกรอบว่าผู้ชายพูดอังกฤษไม่ได้เลยไม่อยากคุยกับฝรั่ง ตอนนั้นเพิ่งเข้าใจว่าอ๋อนั่นฝรั่งสินะ5555555

พอตอนบรรยายรูปเราก็บรรยายไปตามที่เข้าใจซึ่งก็ไม่ได้ตรงกับรูปมากนัก เช่น ในเรื่องมีผู้ชายทั้งหมด 3 คน ตอนเราเล่าก็ใช้สรรพนามผู้ชายคนนั้น คนนี้ จนเพื่อนเริ่มงงเพราะไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าผู้ชายแต่ละคนต่างกันอย่างไร

เมื่อเราบรรยายเสร็จ ก็เป็นตาน้องม่วงค่ะ และภาพที่น้องม่วงต้องบรรยายเป็นภาพนี้ค่ะ



ซึ่งน้องม่วงจะมีปัญหาตอนภาพหลังๆค่ะที่ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร

หลังจากนั้นอ.ก็แจกคำบรรยายของคนญี่ปุ่นที่พูดเล่าเรื่องเดียวกับพวกเราค่ะ ทำให้เราได้รู้ศัพท์ที่จะใช้บรรยายภาพให้เข้าใจมากขึ้น

หลังจากอ่านคำบรรยายของคนญี่ปุ่นเสร็จแล้ว อ.ก็ให้ผลัดกันเล่าเรื่องอีกรอบ โดยเล่าเรื่องที่ตัวเองยังไม่ได้เล่า รอบนี้จบเร็วกว่าเดิม เพราะได้รู้ศัพท์มากขึ้น (แต่จริงๆน่าจะรู้เรื่องมากขึ้นเพราะเห็นรูปแล้วมากกว่า55555)


สิ่งที่ได้จากคาบนี้ ทำให้เราทราบว่าการจะบรรยายสิ่งใดให้คนอื่นเข้าใจเราอาจต้องรู้ศัพท์ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือถ้าไม่ทราบก็อาจไปใช้คำอื่นที่มีความหมายคล้ายๆกันก็จะทำให้อธิบายเรื่องได้มากขึ้น

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560

พัฒนาการของ紹介文

สวัสดีค่า おはようございまーす!วันนี้จะมาขึ้นหัวข้อใหม่ที่เราเรียนในช่วงนี้ค่ะ

ก่อนหน้านี้เราได้พัฒนาการพูดแนะนำตัว (自己紹介)ของตัวเองไปแล้ว
รอบนี้เราได้ฝึกการเขียนแนะนำค่ะ แต่ไม่แนะนำตัวเองนะคะ เป็นการเขียนแนะนำมหาวิทยาลัยหรือคณะของตัวเองค่ะ!!! (ตกใจทำไม55555)

เราเลือกเขียนแนะนำคณะของตัวเอง ซึ่งก็คือ คณะอักษรศาสตร์ไปค่ะ

การเขียนแนะนำครั้งนี้ไม่ใช่การเขียนแนะนำเฉยๆนะคะ แต่เป็นการเขียนลงเว็บโฮมเพจของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นเนี่ยภาษาที่ใช้จึงต้องเป็นทางการในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถเขียนออกมาได้ดีในครั้งเดียว กว่าจะได้紹介文ที่ดีได้นั้นต้องผ่านการแก้มาหลายรอบมากค่ะ

อ.ได้ใช้วิธีสอนแบบ i+1 ค่ะ (จริงๆอ.ก็ใช้มาตั้งแต่ครั้งแรกๆแล้ว แต่เพิ่งรู้ตัวค่ะ55555)

ถามว่า i+1 คืออะไร?

i+1 เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เชื่อว่าผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่ยากขึ้นกว่าความรู้เดิมของตัวเองได้หนึ่งระดับค่ะ (เพราะฉะนั้นบางทีที่เราไม่เข้าใจบทเรียนหลายๆเรื่องก็อาจจะเป็นเพราะเราเรียนรู้สิ่งที่ยากกว่าความเข้าใจของเราไปหลายระดับค่ะ)

ให้เครดิตนิดนึงว่าทฤษฎีนี้คิดค้นขึ้นโดย Krashen ค่ะ ใครสนใจก็ลองไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาได้นะคะ


มาเข้าเรื่องเลยดีกว่าค่า

งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือเขียนแนะนำคณะเป็นภาษาไทยค่ะ

ซึ่งประเด็นที่เราต้องการนำเสนอคือ คณะอักษรเรียนอะไร? และจุดที่เราต้องการนำเสนอคือ สิ่งที่คนภายนอกคิดกับความเป็นจริง

เลือกประเด็นนี้มาเพราะ เมื่อย้อนกลับไปตอนสมัยม.ปลาย ตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วคณะอักษรเรียนอะไรบ้าง ในหัวเราคิดแค่ว่าอยากพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาของตัวเอง จึงเลือกสอบเข้าคณะนี้ และเมื่อได้เข้ามาก็เจอวิชาแปลกๆมากมาย55555 เราจึงอยากนำเสนอในประเด็นที่ว่าอักษรไม่ได้เรียนแค่ภาษานะ แต่เรายังเรียนอีกหลายอย่างที่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ หรือการวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆที่ทำให้เรารู้จักคิดเป็น ซึ่งมันต่างกับสิ่งที่เราเคยคิดก่อนเข้าคณะนี้เป็นอย่างมาก การเขียนแนะนำคณะเวอร์ชั่นแรกจึงออกมายาวมากกกกก ตามข้างล่างนี้ (จริงๆ อ.ให้เขียนประมาณ 6 บรรทัด นี่ไม่รู้ไปเก็บกดมาจากไหน55555)  
   
1.แนะนำคณะเป็นภาษาไทย

            หากพูดถึงคณะอักษรศาสตร์ แทบจะทุกคนที่ไม่เคยได้สัมผัสคณะนี้ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “โรงเรียนสอนภาษา” แม้แต่เด็กอักษรเอง ก่อนที่จะเข้ามาที่นี่ก็คงคิดเช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น นอกจากทักษะทางด้านภาษาแล้ว คณะอักษรศาสตร์ยังเรียนศาสตร์พื้นฐานที่เกี่ยวกับความเข้าใจมนุษย์อย่างภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญา หรือ ศาสนาด้วยเช่นกัน 

            ตอนปี 1-2 นิสิตอักษรทุกคนจะได้เรียนวิชาบังคับคณะซึ่งแต่ละวิชาก็เป็นศาสตร์พื้นฐานที่เด็กอักษรควรมี เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย อารยธรรม ปรัชญา ศิลปการละคร การค้นคว้าข้อมูลและการทำรายงาน ภูมิศาสตร์ และการเลือกเอกจะสามารถเลือกได้ตอนขึ้นปี 2 โดยแต่ละเอกก็จะมีเกณฑ์การเข้าเอกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าอยากเข้าเอกญี่ปุ่น จะต้องได้เกรดวิชาภาษาญี่ปุ่น1 และ2 ไม่ต่ำกว่า B จึงจะมีสิทธิ์ยื่นเข้าเอกญี่ปุ่น มีนิสิตจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เลือกเอกที่ตัวเองหวังไว้ก่อนที่จะสอบเข้าคณะนี้ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานต่างๆ ทำให้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนจริงๆ

            สาขาวิชาที่สามารถเลือกเรียนเป็นวิชาเอกได้นั้นมี 14 สาขาวิชา ได้แก่ ภาษาไทยภาษาอังกฤษประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์สารนิเทศศึกษาศิลปการละครปรัชญาภาษาบาลีและสันสกฤตภาษาจีนภาษาญี่ปุ่นภาษาฝรั่งเศสภาษาเยอรมันภาษาสเปนภาษาอิตาเลียน นอกจากนี้ยังมีสาขาวิชาที่เปิดสอนให้เลือกเรียนเป็นวิชาโทหรือเลือกเสรีเช่นไทยศึกษายุโรปศึกษาอเมริกาศึกษาภาษารัสเซียภาษาเกาหลีภาษามาเลย์ภาษาเวียดนามภาษาพม่าภาษาโปรตุเกสภาษาอาหรับ

            เมื่อเลือกเอกได้แล้วตั้งแต่ปี 2 ขึ้นไปจะได้เรียนวิชาที่เจาะลึกเกี่ยวกับเอกตัวเองมากขึ้น เช่น เอกทางด้านภาษาก็จะได้เรียนเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รวมถึงการศึกษาภาษาขั้นระดับสูง เช่น ภาษาศาสตร์ วรรณคดี การแปล หรือการใช้ภาษาในทางธุรกิจ เป็นต้น

            การเรียนแต่ละวิชาสอนให้เด็กอักษรรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ตีความ ดังนั้นการเรียนนคณะอักษรศาสตร์จึงเป็นการเรียนเพื่อที่จะเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ ความคิดของมนุษย์ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีสติ รู้จักคิดไตร่ตรอง เราจึงสามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์และทำงานได้หลากหลายแบบ

            ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ที่เราถนัดอยู่แล้ว จึงสามารถเขียนสิ่งที่อยากสื่อได้อย่างชัดเจนและเวิ่นเว้อ(?)เขียนไปทั้งหมดประมาณ 1 หน้ากระดาษถึงสิ่งที่เราอยากจะสื่อ
           
            หลังจากนั้นอ.จึงให้เราเขียนเรื่องเดิมเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่เกิน 400 ตัวอักษร เราจึงตัดเนื้อเรื่องไปเยอะมากและต้องเลือกสิ่งที่เราอยากสื่อจริงๆ ซึ่งสิ่งที่อยากสื่อก็ยังคงเป็นการบอกว่าคณะเราไม่ได้เรียนแค่ภาษานะ แต่ยังมีอีกหลายศาสตร์ที่น่าสนใจ เราจึงเขียนเอกไปครบทุกเอก รวมถึงวิชาโทด้วย

            จริงๆตอนแรกก็ลังเลว่าจะนำเสนอประเด็นว่า อักษรเรียนอะไร? หรือ จบอักษรไปทำอะไรได้? แต่ประเด็นหลังดูจะกว้างเกินไป และเป็นคำถามที่ตัวเราเองก็ยังตอบไม่ได้T_T จึงเลือกนำเสนอประเด็นแรกซึ่งเป็นสิ่งที่เราผ่านมาแล้วดีกว่า แต่ตอนจบเราก็ใส่ไปเล็กน้อยว่า ความรู้จากคณะเราไม่สามารถระบุเป็นอาชีพที่ชัดเจนได้ แต่เราต้องนำความรู้ที่เราได้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานเอง รวมเนื้อหาทั้งหมดแล้วได้ 390 ตัวอักษร ดังนี้

2.แนะนำคณะเป็นภาษาญีปุ่น

「文学部」と言えば「言語教育センター」と思われる人が多いでしょう。しかし、文学部では「言語のスキル」だけではなく、歴史や文化など人間を理解するための基本的な知識も学べます。様々な国の社会や文化を通じて、人間の行為や考え方などを理解するための教育です。文学部の学生が分析、解釈することができるようになり、他人の行動を理解し、意識を持って生きられるのです。我々の文学部はタイ語、英語、中国語、日本語、フランス語、ドイツ語、スペイン語、イタリア語、パーリ語とサンスクリット語、歴史、地理、情報学、哲学、演劇芸術で14つの専攻があります。更に、タイ文化語学、アメリカ文化語学、ヨーロッパ文化語学、ロシア語、韓国語、マレーシア語、ベトナム語、ミャンマー語、ポルトガル語、アラビア語などを副専攻として学ぶこともできます。文学部の卒業生は勉強した知識を活かし、様々な仕事で採用することができます。
(390字)

                หลังจากส่งงานไปแล้วก็ได้ฟีดแบคจากอ.มาแบบนี้ นอกจากนี้อ.ยังให้เพื่อนในห้องช่วยวิจารณ์งานของเราด้วย

3. Feedback จากอ.กนกวรรณ (และคำวิจารณ์จากเพื่อนๆ)

「文学部」と言えば「言語教育センター」と思われる人が多いでしょう。しかし、文学部では「言語のスキル」だけではなく、歴史や文化など人間を理解するための基本的な知識も学べます。様々な国の社会や文化を通じて、人間の行為や考え方などを理解するための教育です。文学部の学生が分析、解釈することができるようになり、他人の行動を理解し、意識を持って生きられるのです。我々の文学部はタイ語、英語、中国語、日本語、フランス語、ドイツ語、スペイン語、イタリア語、パーリ語とサンスクリット語、歴史、地理、情報学、哲学、演劇芸術14つの専攻があります。更に、タイ文化語学、アメリカ文化語学、ヨーロッパ文化語学、ロシア語、韓国語、マレーシア語、ベトナム語、ミャンマー語、ポルトガル語、アラビア語などを副専攻として学ぶこともできます。文学部の卒業生は勉強した知識を活かし、様々な仕事で採用することができます。
(390字)

                ตัวที่เป็นสีแดงคือประโยคที่อ.เขียนมาว่า ให้ลองเปลี่ยนคำจะทำให้เข้าใจประโยคมากขึ้น หรือคำที่ใช้อาจจะแปลกๆ ไม่นิยมในรูปประโยคแบบนี้

            เราโดนแก้มาสองจุด ประโยคแรกคือ 意識を持って生きられるのです。ประโยคนี้จริงๆตั้งใจจะเขียนว่า ”สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสติ” แต่เนื่องจากตัวเองตอนนั้นก็คงไม่ค่อนมีสติมากเท่าไหร่นักจึงใช้คำว่า 生きられるไป5555555 คำนี้จริงๆมีความหมายถึงการมีชีวิตอยู่รอด แต่คำที่เราควรใช้จริงๆคือ 生活するที่หมายถึงการดำเนินชีวิตมากกว่า

           อีกคำหนึ่งคือคำว่า 採用するในประโยค 様々な仕事で採用することができます。ที่ตั้งใจจะเขียนว่าสามารนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆงาน คำว่า採用น่าจะหมายถึงการนำมาปรับใช้มากกว่า เมื่อลองปรึกษากับเพื่อนก็คิดว่าควรใช้คำว่า 活用ที่แปลว่าการนำมาทำให้ประโยน์ น่าจะเข้าใจความหมายมากกว่า 

          มากันที่คำวิจาณ์ของเพื่อนๆบ้าง (ตัวอักษรสีเขียว) หลายคนบอกว่าไม่ต้องบอกรายละเอียดเอกโทเยอะขนาดนั้น ควรยกตัวอย่างมาแค่บางเอกก็พอ นอกจากนี้น้องม่วงเพื่อนรักยังวิจารณ์มาด้วยว่า “ไม่เข้าใจว่าต้องการจะสื่ออะไร” เราเลยบอกว่าอยากสื่อว่าอักษรเรียนอะไรบ้างนอกจากภาษา ม่วงก็ตอบว่า “อ๋อ งั้นแค่ 2 ประโยคแรกก็เข้าใจแล้ว” เป็นคำตอบที่น่ารักมากค่ะ5555T___T

                หลังจากฟังคำวิจารณ์ของเพื่อนและอ. เราก็นำงานกลับมาแก้อีกรอบค่ะ โดยรอบนี้นอกจากเนื้อหาแล้ว เราต้องแก้ภาษาให้เป็นภาษาทางการขึ้นด้วย      อ.จึงแนะนำ 紹介文ของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นมาให้ลองศึกษาเป็นตัวอย่างดู

            ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เราประทับใจและสามารถนำมาเป็นแนวทางได้คือ มหาวิทยาลัยโอกินาว่า การแนะนำของมหาวิทยาลัยนี้กล่าวโดยรวมถึงคณะที่เปิดสอน รวมถึงศักยภาพของบัณฑิตที่จบจากที่นี่ไป เราอ่านแล้วก็รู้สึกว่า นี่แหละ!!! ใช่ที่อยากเขียนเลย แต่ไม่สามารถสื่อให้เข้าใจแบบนี้ได้555555 เราจึงนำประโยคของโอกินาว่ามาปรับใช้กับของตัวเอง และได้紹介文อันใหม่แบบนี้

4. เวอร์ชั่นแก้เนื้อหาและภาษา (ด้วยตัวเอง)

 「文学部」と言えば「言語教育センター」と思われる人が多いでしょう。しかし、文学部では「言語のスキル」だけではなく、歴史や文化など人間を理解するための基本的な知識も学べます。我々文学部が、英語をはじめ、タイ語、日本語、スペイン語など様々な学科あり、哲学、演技芸術、地理など言語ではない学科も含め、14学科があります。

 文学部の教育は、様々な国の社会や文化を通じて、人間の行為や考え方などを理解する人材を育成するための教育です。専門分野の基礎知識だけではなく、さまざまな分野の知識を持って将来進む道を広げることができます。

文学部の学生が高度な専門知識を身につけるとともに、理解力、分析力、判断力、実行力、そして人間力を身につけることができるようになり、他人の行動を理解し、意識して生活できるのです。卒業生が、県内外で、公務員、教員をはじめ、通訳、演芸、航空等の多くの分野に就職し、海外で活躍する人材も増えてきております。
(406字)

                เราแบ่งเนื้อเรื่องที่จะสื่อเป็น 3 ย่อหน้า โดยย่อหน้าแรกคล้ายๆแบบเดิมคือเกริ่นว่าคณะเรามีหลายเอกนะ ส่วนย่อหน้าต่อมาเราเขียนว่าการเรียนการสอนของคณะเราเป็นอย่างไร และย่อหน้าสุดท้ายคือเด็กอักษรได้อะไรจากการเรียนคณะนี้ รวมถึงจบไปแล้วเป็นอะไร (ข้อมูลส่วนนี้ชัดเจนกว่าการเขียนรอบแรกที่ยังตอบไม่ได้ว่าจบไปแล้วเป็นอะไร)

            หลังจากส่งฉบับที่แก้ใหม่ไป รอบนี้อ.คนญี่ปุ่นจะเป็นคนเช็คเนื้อหาให้เราว่าคนญี่ปุ่นอ่านแล้วเป็นยังไงซึ่งก็ได้ฟีดแบคจากอ.มาตามนี้ค่ะ

5. Feedbackจากอ.คนโด
 「文学部」と言えば「言語教育センター」と思われる人が多いでしょう。しかし、文学部では「言語のスキル」だけではなく、歴史や文化など人間を理解するための基本的な知識も学べます。我々文学部が、英語をはじめ、タイ語、日本語、スペイン語など様々な学科あり、哲学、演技芸術、地理など言語ではない学科も含め、14学科があります。

 文学部の教育は、様々な国の社会や文化を通じて、人間の行為や考え方などを理解する人材を育成するための教育です。専門分野の基礎知識だけではなく、さまざまな分野の知識を持って将来進む道を広げることができます。
文学部の学生が高度な専門知識を身につけるとともに、理解力、分析力、判断力、実行力、そして人間力を身につけることができるようになり、他人の行動を理解し、意識して生活できるのです。卒業生が、県内外で、公務員、教員をはじめ、通訳、演芸、航空等の多くの分野に就職し、海外で活躍する人材も増えてきております。
(406字)
           
            ส่วนที่เป็นสีแดงเป็นจุดที่แปลกๆค่ะ เริ่มจากประโยคแรกเลยคือ 「言語のスキル」だけではなく、歴史や文化など人間を理解するための基本的な知識も学べます。ประโยคนี้อ.บอกมันน่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้วที่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว เราจะไม่ได้เรียนแค่สกิลทางด้านภาษา เพราะฉะนั้นการเขียนประโยคนี้จึงไม่จำเป็น ยิ่งประโยคต่อมาคือ我々文学部が、英語をはじめ、タイ語、日本語、スペイン語など様々な学科あり、哲学、演技芸術、地理など言語ではない学科も含め、14学科があります。ที่บอกว่าคณะเรามีเอกอะไรบ้าง กลับกล่าวถึงเอกทางภาษาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ขัดแย้งกับประโยคแรกที่บอกว่าไม่ได้เรียนแค่ภาษาเท่านั้น สุดท้ายเราจึงตัดสินใจตัดประโยคนี้ไปค่ะ

            อีกประโยคหนึ่งคือ専門分野の基礎知識だけではなく、さまざまな分野の知識を持って将来進む道を広げることができます。ตรงนี้อ.ไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร เอาจริงๆนี่มาอ่านอีกรอบก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองต้องการสื่ออะไร5555555 มันเหมือนจะย้อนกลับไปประโยคแรกๆที่เราเขียนว่าเด็กอักษรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายๆงาน ซึ่งก็เป็นเนื้อความที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน  
   
         ตอนแก้ครั้งสุดท้ายเราก็คิดว่าจะตัดประโยคนี้ไปเหมือนกัน แต่อ.อีกคนแนะนำว่าให้ลองเพิ่มตัวอย่างไปให้น่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้น เนื้อความมันคลุมเครือ อ.ญี่ปุ่นเลยอาจจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการสื่ออะไร เราจึงกลับไปอ่านเนื้อหาในแผ่นแรกที่เป็นภาษาไทยและลองเพิ่มตัวอย่างไป และได้เป็นฉบับสุดท้ายอันนี้ค่ะ

6.新しい文学部紹介文

文学部は英語をはじめ、タイ語、日本語、スペイン語など様々な学科があり、哲学、演技芸術、地理など言語ではない学科も含め、14学科があります。文学部の教育は、それぞれの国の社会や文化を通じて、人間の行為や考え方などを理解する人材を育成するための教育です。一例を挙げると、日本語学科なら、日本語会話、作文、読解などの専門分野の基礎知識だけではなく、日本文化概論、言語学、文学史、ビジネス会話などまで深い知識も学べます。

文学部の学生が高度な専門知識を身につけるとともに、理解力、分析力、判断力、実行力、そして人間力を身につけることができるようになり、他人の行動を理解し、意識して生活できるのです。さまざまな能力を持って将来進む道を広げることができます。卒業生が、県内外で、公務員、教員をはじめ、通訳、演芸、航空等の多くの分野に就職し、海外で活躍する人材も増えてきております。
(382字)

        ตัวอย่างที่เราเพิ่มคือยกตัวอย่างเอกญี่ปุ่นของเรานี่แหละค่ะ ว่าเราไม่ได้เรียนแค่วาพื้นฐานอย่างสนทนาภาษาญี่ปุ่น การเขียน หรือการอ่านนะ แต่เรายังเรียนวิชาที่มีเนื้อหาในเชิงลึกอย่างวิชาปริทัศน์วัฒนธรรมญี่ปุ่น ภาษาศาสตร์ ประวัติวรรณคดี หรือภาษาญี่ปุ่นในเชิงธุรกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่เราได้ศึกษาสังคมหรือวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ หรือของคนแต่ละประเทศก็จะทำให้เราเข้าใจความคิดและการกระทำของมนุษย์ เด็กอักษรจึงมีความสามารถในด้านการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และทำงานได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นครู ล่าม นักแสดง หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นต้น




และในที่สุดเราก็ได้文学部紹介文มาแล้วค่า!!!! เย้ๆๆ

ใครที่เปิดมาเจอบทความนี้คงคิดว่ายาวไปไม่อ่าน55555555555 (ยกเว้นอ.เพราะอ.ต้องตรวจงานทุกคนค่ะ5555) สุดท้ายขอสรุปประโยน์ที่ได้จากกิจกรรมนี้ค่ะ

คิดว่าวิธีสอนการเขียนแบบนี้ดีมากค่ะ เพราะการเรียนวิชาเขียนที่ผ่านมา เราจะได้รับคำสั่งให้เขียนแบบนี้ๆ ทั้งๆที่ภาษาและไวยากรณ์ก็ยังไม่แน่น ทำให้เขียนไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ แต่การเขียนไปทีละขั้นตอนแบบนี้ ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราอยากสื่อมากขึ้น และเขียนได้ดีขึ้น(รึเปล่า?55555) ยังไงก็จะลองนำวิธีนี้ไปปรับใช้กับการเรียนเรื่องอื่นๆค่ะ