วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

見やすい資料のデザイン入門の感想

ご無沙汰しております!

สวัสดีค่า หลังจากหายไปหลายวัน (เพราะอาจารย์เมตตาไม่มีการบ้านเขียนบล็อก555555) วันนี้จะมาอัพเรื่องใหม่ค่ะ

ส่วนคำข้างบนที่ทักทายไปข้างบน ถ้าพูดเป็นภาษาปกติแปลว่า 久しぶりですค่ะ ส่วนご無沙汰しております
เป็นคำที่ใช้ในการเจรจาธุรกิจ จะใช้กับอาจารย์หรือเจ้านายก็ได้ค่ะ ที่ใช้คำนี้เพราะตอนนี้กำลังอ่านหนังสือสอบวิชาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจอยู่ค่ะ55555

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ช่วงนี้เนื้อหาในคาบได้เริ่มเรียนเรื่องการทำ Power point ค่ะ

Power Point เป็นสิ่งที่สำคัญในการนำเสนอผลงานเป็นอย่างมาก เชื่อว่าชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยของหลายคนคงต้องผ่านการนำเสนองานมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเรียนจบไปก็ต้องใช้ Power Point ในการนำเสนองานและโปรเจคอีกมากมาย 

นอกจากทักษะการพูดที่ดีแล้ว การทำPower Point ให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่เราอยากสื่อมากที่สุด


แต่การทำPower Point ให้เข้าใจง่ายก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งถ้าทำออกมาไม่ดีก็จะทำให้การนำเสนอแย่ลงกว่าเดิม 

คาบเรียนในครั้งนี้ได้เรียนเกี่ยวกับการทำ Power Point ให้เข้าง่ายโดยศึกษาจากหนังสือ見やすい資料のデザイン入門 ที่มีหน้าตาแบบนี้ค่ะ 



(http://img.ips.co.jp/ij/14/1114101129/1114101129-520x.jpg)

มีหลายเรื่องที่อ.ได้สอนในห้องเรียน หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มก็ได้แยกกันศึกษา เช่น เรื่องการใช้ฟอนท์ การใช้สีฟอนท์ การใส่ตัวอักษร หรือรูปในสไลด์ ฯลฯ

และเราก็พบว่าหลายๆวิธีนั้น..........เราทำผิดมาตลอด!!!!

เป็นเรื่องอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยค่ะ

อย่างแรกที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างมากของเราเลยคือการใช้สีฟอนท์

ปกติในการทำสไลด์ทุกครั้งเราจะเน้นไปที่การตกแต่งสไลด์มากกว่าทำงานอีกค่ะ5555555 พอลองกลับไปดูสไลด์ที่เคยนำเสนองานแต่ละวิชาก็ประมาณนี้ค่ะ


สีสันสวยงามมากกกกกกกก

ยังค่ะ ยังไม่พอ มีแบบนี้อีกค่ะ


สีรุ้งเรียงสีสวยงาม มาเกือบทุกเฉดสีเลยค่ะ5555555  

แต่….!!! วิธีใช้สีที่ถูกต้องคือควรใช้แค่ 3 สีค่ะ 

โดยมีสีที่เป็นสีพื้นฐาน (based color) 70 % ใช้กับข้อความทั่วๆไป

ต่อมาคือสีหลัก (main color) 25 % ใช้กับข้อความที่มีความสำคัญระดับหนึ่ง

และสุดท้ายคือสีเน้น (accent color) 5 % ใช้กับข้อความหรือคำที่เราต้องการเน้นมากที่สุด

เมื่อเรากำหนดสีพื้นฐานทั้ง 3 แล้ว สไลด์ของเราก็จะออกมาประมาณนี้ค่ะ (ตัวอย่างจากหนังสือ)



ในสไลด์นี้มีสีพื้นฐานคือสีดำ สีหลักคือสีน้ำเงิน และสีเหลืองเป็นสีที่เน้นข้อความ

การเลือกโทนสีที่ต่างกันชัดเจนยังทำให้มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ว่าคนทำให้สไลด์ต้องการเน้นจุดไหน ทำให้เราโฟกัสและเข้าใจสไลด์ได้มากขึ้น

นอกจากความเข้าใจผิดเรื่อการใช้สีแล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่เรามักทำเป็นประจำคือ การใส่ข้อมูลเยอะๆไว้ในหน้าเดียว แบบนี้


เจอตัวอักษรยาวๆแบบนี้แถมยังไม่มีการเน้นสีอีก ทำให้สไลด์ดูอ่านยาก 

 ยังไม่หมดนะคะ มีตัวอย่างที่แย่กว่านี้อีก อย่างแบบนี้


ภาษาญี่ปุ่นมาเต็มๆ ถึงคันจิอาจจะไม่ยาก แต่ไม่มีจุดโฟกัสแบบนี้ ก็ทำให้ความน่าอ่านลดลงไปอีก


สไลด์นี้ก็เช่นกัน  ไม่มีการเน้นจุดสำคัญ

แต่สไลด์ที่พังที่สุดยังไม่ใช่สไลด์นี้ค่ะ เราลองหาผลงานที่ผิดพลาดจนไปเจออันนี้


มาหมดทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น ฟอนท์ขนาดเล็กใหญ่ก็ไม่เท่ากัน แถมรูปให้อีก ไม่รู้จะโฟกัสที่จุดไหนเลยทีเดียว

 จะเห็นได้ว่าตัวอย่างพังๆแต่ละอันนั้นมีการใส่ข้อมูลในสไลด์ที่เยอะเกินไป และไม่มีการเน้นข้อมูลที่ต้องการสื่อสารมากที่สุด ทำให้สไลด์อ่านยากและเข้าใจได้ยาก

วิธีแก้อย่างแรกเลยคือเราต้องย่อข้อมูลของเราให้สั้นกว่าเดิม โดนในหนึ่งสไลด์ไม่ควรมีตัวหนังสือมากเกินไป 
หรือหากทำให้ข้อความแต่ละอย่างเชื่อมโยงกันได้ หรือเป็นลำดับขั้นตอน ก็จะทำให้สไลด์เข้าใจได้ง่ายมากขึ้นดังตัวอย่างเหล่านี้ 


การชี้ลูกศรแสดงถึงความเชื่อมโยงกันของแต่ละข้อความ



ไม่ใส่ข้อความที่เยอะจนเกินไป และเน้นข้อความที่ต้องการสื่อ

นอกจากนี้หากต้องการใส่รูปลงในสไลด์ ก็ต้องเป็นรูปที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหน้านั้นๆ และจัดวางให้เป็นระเบียบ ดังตัวอย่างนี้


หรือแบบนี้


การจัดรูปและเนื้อหาให้เป็นระเบียบ ทำให้สไลด์ดูน่าอ่านขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีข้อมูลน้อยแต่ก็ไม่ควรเน้นทุกจุดแบบนี้


สไลด์นี้นั้นจริงๆเราต้องการเน้นหัวข้อหลักตรงกลางที่เป็นชื่อร้าน แต่กลายเป็นว่าเราเล่นสีฟอนท์ด้านบนมากเกินไป 
ทำให้หัวข้อด้านบนเด่นไปด้วย สุดท้ายจุดที่ต้องการเน้นจึงไม่ใช่จุดเด่น



เป็นยังไงบ้างค้า ประโยชน์ที่ได้จากหนังสือเล่มนี้

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนของหนังสือ 見やすい資料のデザイン入門

ยังมีทริกการทำ Power Point ที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเลยค่ะ 

ใครสนใจก็ลองไปหามาอ่านดูได้นะค้า แล้วอย่าทำผิดพลาดแบบเราล่ะ5555555 

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

My New Me(?)

สวัสดีค่ะ หลังจากอัพบล็อกไปเมื่อ 1นาทีที่แล้ว เราก็กลับมาอีกครั้งค่ะ5555555 การบ้านครั้งนี้ในคาบอ.ให้ลองพูดแนะนำตัวอีกครั้งโดยนำสิ่งที่เรียนมาปรับใช้ และลองเปรียบเทียบกับการแนะนำตัวครั้งแรกค่ะ เราถอดเทปได้ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ
 はい皆さんこんにちは。タナッチャーと申します。名前…ニックネームはペイです。ペイを呼んでください。(友達が払うという姿をする)はい、そうですねー、ペイは英語の払うという意味なんですけど、(笑)お金はありません(友達が爆笑)えーと、はい、あとは好きな色はオレンジです。みんなさんが見えたようになんか(自分の回り)全部の物がオレンジなので、あのう、オレンジが大好きです。えーと、趣味は…あのう日本のドラマや日本アイドルの番組を見ることです。あのう、サンシニーさんのようにアイドルが好きです。好きなアイドルは平成ジャンプです。そして、ストレス解消に行うことはそのドラマやアイドルの…平成ジャンプですね…の曲を聴くことです。平成ジャンプの曲は励まされる曲が多いので、聴くとなんか元気になります。よろしくお願いします。

สิ่งที่พัฒนาขึ้น
1.เนื้อหายาวขึ้นกว่าเดิม เพราะมีการอธิบายให้เพื่อนเข้าใจในบางเรื่องมากขึ้น เช่น ความหมายของชื่อ การบอกว่าชอบสีส้มโดยสังเกตจากสิ่งต่างๆรอบตัวเราได้ หรือบอกว่าชอบเพลงของ平成ジャンプเพราะมีเพลงแนวให้กำลังใจเยอะ
2.ได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้มากขึ้น เช่น
-การทวนชื่อตัวเอง การบอกความหมายของชื่อและทำให้ชื่อมีความน่าสนใจ (ในกรณีที่เป็นคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน อาจจะทำให้เขาจดจำชื่อเราได้มากขึ้น)
-การทวนสิ่งที่เพื่อนคนก่อนหน้านี้พูด เพื่อนพูดว่าชอบไอดอลญี่ปุ่น และเราก็ชอบไอดอลเหมือนกันจึงมีการทวนถึงชื่อเพื่อนว่างานอดิเรกของเราคล้ายๆกัน
-การพูดสิ่งที่เราชอบซ้ำๆ เพื่อเป็นย้ำถึงเอกลักษณ์ของเรา เช่น พูดคำว่า平成ジャンプและオレンジอย่างละ 3 รอบ

สิ่งที่ควรปรับปรุง
1. การพูดคำว่าえーとหรือあのう
ยังติดการพูด えーとหรือあのうเยอะมากกกกกกก และยังคงหลุดคำว่า そしてมาคำนึง แถมรอบนี้มีเพิ่มなんかมาด้วยอีกT__T จริงๆคิดว่าการติดพูดคำพวกนี้เพราะเราถูกสอนมาว่าถ้าพูดคำพวกนี้จะแสดงความหมายว่าเรากำลังคิดอยู่ดีกว่าการเงียบไปเฉยๆ ทำให้ติดพูดคำเหล่านี้ตลอดเวลาที่กำลังคิดอะไรอยู่นั่นเอง
2.การพูดผิดแกรมมาร์
ยังคงมีประโยคที่พูดผิดแกรมมาร์ ซึ่งพอถอดเทปมาฟังแล้วก็งงว่าตัวเองพูดอะไรไป เช่น ストレス解消に行うことはドラマや平成ジャンプの曲を聴くことです。ควรแยกเป็น ドラマを見ることกับ曲を聴くことไม่ใช่เอามารวมกันแบบนี้

ข้อเสนอแนะ
                คิดว่าถ้าให้พูดแนะนำตัวกับคนที่ไม่รู้จักจริงๆ เนื้อหาอาจจะต่างไปจากนี้ การพูดรอบนี้รู้จักเพื่อนในกลุ่มทุกคนและเพื่อนก็รู้ว่าเราชอบอะไร เราจึงกล้าพูดออกไป เช่น เรารู้ว่าเพื่อนรู้จัก平成ジャンプจึงบอกว่าชอบวงนี้ แต่ถ้าไปพูดกับคนอื่นที่ไม่รู้จัก เราไม่รู้ว่าเค้าจะรู้จัก平成ジャンプรึเปล่า ก็คงไม่พูดเรื่องนี้

สิ่งที่ได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรมนี้
1. ยังคงยืนยันเหมือนครั้งแรกว่าสิ่งที่เราควรมีอยู่ตลอดเวลาเลยคือ “สติ” มีสติกับสิ่งที่เราจะพูดว่าเราต้องการพูดอะไร ต้องการที่จะบอกอะไรกับคนฟัง ยิ่งเราพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นยิ่งต้องมีสติมากกว่าเดิม เพราะรูปประโยคในภาษาญี่ปุ่นจะแปลสลับตำแหน่งกับภาษาไทย เมื่อเราคิดอะไรในหัวก็ควรคิดให้เสร็จและพูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นให้รู้เรื่อง ถ้าไม่มีสติและการเตรียมตัวที่พร้อม ไม่ว่าจะเรียนญี่ปุ่นมานานแค่ไหนก็พูดไม่รู้เรื่องอยู่ดี ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้แต่ภาษาแม่ของตัวเองอย่างภาษาไทย พอต้องพูดเป็นญี่ปุ่นก็ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม คาบเรียนหลังจากนี้จะได้เรียนการพูดมากขึ้น จะพยายามพูดให้รู้เรื่องมากขึ้นค่ะ!!
2. การแนะนำตัวเองเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทุกสิ่งที่พูด หรือเขียนก็คือตัวเราเองทั้งนั้น แต่มันยากตรงที่เราจะทำอย่างไรให้คนจดจำเราได้ เราจะมีวิธีนำเสนออย่างไรให้เค้าอยากรู้จักเรามากขึ้นภายในเวลาอันสั้นๆ ถามว่าตัวเองมีอะไรพัฒนาขึ้นมั้ยจากกิจกรรมต่างๆที่อ.ให้ทำ? จริงๆก็แอบคิดว่าไม่(?) แต่ก็เชื่อว่าลึกๆแล้วคงมีพัฒนาการขึ้นมานิดนึงแหละ อย่างน้อยเราก็ได้รู้ ได้ลองทำว่าควรจะแนะนำตัวอย่างไรให้มีความน่าสนใจและเป็นที่จดจำของคนอื่น จนกว่าจะทำได้ดี คนเรียนรู้ช้าอย่างเราคงต้องลองไปอีกหลายๆครั้ง55555

ปล.平成ジャンプคือคนที่อยู่บนcoverของบล็อกนี้แหละค่ะ^^

自己分析・自己発見

お待たせいたしました!ในที่สุดก็ได้อัพบล็อกเรื่องนี้ซักทีค่ะ แต่ก่อนจะเข้าเรื่องหลักอยากจะเล่าความรู้สึกที่มีต่อการบ้านครั้งนี้ก่อนค่ะT_T 

                การบ้านครั้งแรกที่ได้รับคือการเขียน自己紹介แนะนำตนเอง ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเราน่าจะพอทำได้ ก็ลองเขียนตามที่อ.แนะนำไปปกติ แต่งานชิ้นที่ 2 ที่ได้รับ (หรือก็คืองานชิ้นนี้นั่นเอง) คือการเขียน自己紹介เหมือนเดิมแต่เป็น自己紹介ที่จะไปยื่นสมัครงาน คนที่เรียน jp write3 มาแล้วจะรู้ว่ามันคือ自己PR นั่นเอง......พอรู้ว่าต้องเขียน自己PRอีกรอบนี่ความรู้สึกต่างจากการบ้านรอบแรกเลย เพราะมีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีกับการเขียน自己PR T___T

                ตอนที่เจอกับการเขียน自己PRครั้งแรก ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า自己PRคืออะไร พยายามถามเพื่อนหรือหาข้อมูลในเน็ตแล้วก็ลองเขียนดู ต้นทุนเดิมเป็นคนที่เขียนไม่เก่งอยู่แล้ว นี่ก็ทำใจแล้วต้องโดนแก้เยอะแน่ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ อ.คอมเมนท์ว่านี่ไม่ใช่自己PR…พอลองไปถาม อ.ก็ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม แค่บอกว่ามันไม่ใช่และให้กลับไปคิดเองว่า自己PRและให้กลับไปคิดเองว่า自己PRคืออะไร......

                จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราฝังใจกับการเขียน自己PRไปเลยว่าเราเขียนไม่ได้ จนในวิชา adv jp write ได้เรียนเกี่ยวกับการเขียน志望動機 แน่นอนว่ามันก็เกี่ยวกับการเขียน自己PR อ.เลยอธิบายเรื่องนี้อีกรอบว่ามันต่างกันยังไง มันเชื่อมโยงกันยังไง ทำให้เข้าใจ自己PRมากขึ้น พอลองย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราเคยเขียนก็พอจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมมันไม่ใช่自己PR แต่ถึงอย่างนั้นพอต้องมาเขียนอีกรอบมันก็นึกไปถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นและไม่ยอมเริ่มเขียน自己紹介ซักที จนโทรคุยกับน้องที่แลกเปลี่ยนอยู่ที่ญี่ปุ่น น้องก็เลยช่วยแก้自己紹介อันนี้ให้ด้วย (ขอบคุณน้องมากกกกกกT__T) สุดท้ายจึงได้自己紹介ที่เอาไปให้คนญี่ปุ่นช่วยตรวจเช็คให้

                อย่างแรกเลย自己紹介ที่ส่งไปให้น้องช่วยดูเป็นแบบนี้

                私は几帳面のある性格です。何かをする時に順番に決めます。毎日何か支払うのかということを家計簿に記します。それに、来週のやることをきちんとスケジュールに書いておきます。自分の身の回り物をそれぞれの種類に分けて並んでおきます。友達の部屋に行く時は物がバラバラになったら片付けたくなります。物だけではなく、グループワークをするときに皆が仕事を集めてフォントやサイズなど同じパターンに書き直します。このような性格ですが、ミスが少なくなるではないかと思います。ミスが少ないため、他に人に迷惑をかけなく、仕事がうまくできるようになります。

                長所ของตัวเราที่เลือกมาจากการถามเพื่อนหลายๆคน คือ 几帳面มีเนื้อหาหลักๆ 2 ส่วนคือส่วนแรกอธิบายถึงความเป็นระเบียบร้อยในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เราทำเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้เวลาไปห้องของเพื่อนที่ห้องรก ก็มีความรู้สึกอยากจัดห้องของเพื่อนให้เรียบร้อยเช่นกัน และส่วนที่สองก็โยงไปถึงเรื่องงานว่าถ้าทำงานเป็นกลุ่มเราจะเป็นคนที่รวบรวมงานของทุกคนและจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย งานจึงเกิดข้อผิดพลาดน้อย และทำให้ไม่เป็นภาระของเพื่อนร่วมงานและงานดำเนินไปอย่างราบรื่น
                หลังจากนั้นจึงส่งย่อหน้านี้ไปให้น้องช่วยเช็ค แล้วน้องก็แก้กลับมาให้แบบนี้

 私は几帳面のある性格です。一日のしなければならないことや毎日の支払いを手帳に書きます。家にあるものもきちんと種類に分けて並んでおきます。物だけではなく、グループワークをする時に、皆が仕事を集めてフォントやサイズなど同じ書式に書き直します。このような性格の私はミスがあまりしません。ミスが少ないため、他に人に迷惑をかけなく、仕事がうまくできるようになります。

                น้องได้อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า ประโยคสีเขียวในตอนแรกสามารถย่อให้ได้ใจความที่สั้นกว่านี้ จึงได้เป็นประโยคใหม่แต่ใจความเดิมจาก

私は几帳面のある性格です。何かをする時に順番に決めます。毎日何か支払うのかということを家計簿に記します。それに、来週のやることをきちんとスケジュールに書いておきます。自分の身の回り物をそれぞれの種類に分けて並んでおきます。

เหลือเป็น

 私は几帳面のある性格です。一日のしなければならないことや毎日の支払いを手帳に書きます。家にあるものもきちんと種類に分けて並んでおきます。

5ประโยค จึงเหลือแค่ 3 ประโยค
และได้ตัดประโยคที่ว่าอยากจัดห้องเพื่อน (สีแดง)  ออกไป

友達の部屋に行く時は物がバラバラになったら片付けたくなります。

เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ไม่เชื่อมโยงกับประโยคข้างหลัง ส่วยประโยคส่วนที่สองที่เป็นสีฟ้า ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมมาก เพราะคิดว่าเป็นประโยคสำคัญที่ควรใส่ลงไปใน自己紹介 และในที่สุดเราก็ได้ประโยคไปลงในLang-8ค่ะ!!!!!

                ในเว็บ Lang-8 มีคนญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อว่า eicoซังมาแก้ให้ดังนี้ค่ะ
เริ่มจากหัวข้อเรื่องเลย เราตั้งชื่อว่า
これは自己prになれませんか?
เค้าก็แก้ให้ว่าこれは自己ピーアールになませんか?แทนค่ะ

ส่วนเนื้อเรื่องเค้าช่วยแก้ประโยคมาให้แบบนี้ค่ะ

                私は几帳面性格です。一日しなければならないことや毎日の支払いを手帳に書きます。家にあるものもきちんと種類に分けて並べておきます。物だけではなく、グループワークをする時、皆仕事を集めフォントやサイズなど同じ書式に書き直します。このような性格の私はミスあまりしません。ミスが少ないため、他に人に迷惑をかけることもなく、仕事がうまくできるようになります。

                สังเกตุได้ว่า เรามีปัญหาเรื่องการเชื่อมประโยคและคำช่วยเยอะสุด  ถ้าดูจากความหมายโดยรวม ความหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่การเปลี่ยนคำช่วยน่าจะช่วยให้พูดเป็นธรรมชาติมากขึ้น ถ้าดูไปถึงประโยครอบแรกเลยก่อนที่น้องจะแก้ให้ สิ่งที่เรามีปัญหาด้วยคือเรื่องการสรุปความและเรื่องการแปล มีความรูปประโยคหลายประโยคยังแปลมาจากภาษาไทยและไม่เป็นธรรมชาติของภาษาญี่ปุ่น แต่後輩のおかげでทำให้ประโยคเป็นธรรมชาติมากขึ้น การเขียน自己紹介รอบนี้ได้น้องช่วยหลายอย่างจริงๆ ถ้าเป็น自己PRก่อนหน้านี้ เราจะเน้นไปเขียนถึงตัวเองอย่างเดียว แต่น้องก็แนะนำมาด้วยว่าควรเขียนไปว่าข้อดีของเรามีผลดีกับงานอย่างไร จึงทำให้ตอนจบเขียนไปว่ามันทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี ซึ่งในส่วนนี้ไม่มีในการเขียนครั้งก่อน

                ถามว่า魅力的な自己紹介คืออะไร? สำหรับเราคือการที่เราแนะนำตัวแล้วคนจดจำลักษณะเด่นของเราได้ ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างลักษณนิสัยของเรา เราก็ต้องเลือกเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์และทำให้คนจดจำได้ อย่างตอนที่อ่านตัวอย่างของแต่ละคนที่อ.โพสต์ให้อ่าน เมื่ออ่านจบแล้วเราสามารถสรุปได้ชัดเจนว่าคนนี้เค้าเล่าเรื่องอะไร เค้านำเสนอตัวเองอย่างไร ซึ่งเราคิดว่าเนื้อเรื่องใน自己紹介ของเรายังดูเป็นเรื่องทั่วไป ไม่มีลักษณะโดดเด่น ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้เขียนอีกคงจะเพิ่มเรื่องที่ทำให้น่าสนใจมากกว่านี้ลงไป

                การเขียน自己紹介ครั้งนี้ทำให้เราได้มาเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัวอีกครั้ง และแก้ไขใหม่ให้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะไม่ใช่自己紹介ที่ดีมากนัก แต่เราก็รู้สึกว่ามันชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่าการเขียนครั้งก่อน (แบบนี้เรียกว่ามีพัฒนาการขึ้นมานิดนึงรึเปล่า?55555) ถ้าถึงเวลาต้องสมัครงานจริงๆ หวังว่าตอนนั้นเราจะเขียน自己PRได้ดีกว่าตอนนี้นะ^^

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Lang-8の感想

หลังจากห่างหายไปนานมากกกกกก (เพราะดองการบ้านT_T) วันนี้จะมาเขียนความรู้สึกและประสบการณ์ที่ได้ใช้เว็บไซต์ Lang-8 ค่ะ ชื่อเว็บไซต์เต็มๆคือ http://lang-8.com/ เป็นเว็บที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนภาษาที่ 2 ขึ้นไปสามารถเช็คความถูกต้องในการใช้ภาษาของเราโดยเจ้าของภาษาเอง วิธีใช้เว็บนี้เราต้องสมัครสมาชิกก่อน แล้วเลือกภาษาแม่กับภาษาที่เรากำลังเรียนอยู่ เช่น ภาษาแม่ของเราคือภาษาไทย ภาษาที่กำลังเรียนอยู่คือภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ เมื่อเราโพสประโยคเป็นภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเจ้าของภาษาก็จะช่วยเช็คให้ว่าประโยคที่เราใช้นั้นเป็นธรรมชาติหรือไม่ ส่วนเราเองก็สามารถไปเช็คภาษาไทยให้คนชาติอื่นที่เรียนภาษาไทยอยู่ได้เช่นกัน

          จากการที่ได้เข้าไปช่วยแก้ประโยคให้คนต่างชาติหลายคน พบว่าบางประโยคถึงกับไม่แน่ใจว่าภาษาไทยที่เราใช้อยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะบางรูปประโยคที่เราพูดในภาษาไทยก็เป็นรูปประโยคที่เป็นสำนวนแบบภาษาญี่ปุ่น หรือเมื่อลองดูการตรวจของคนไทยคนอื่นก็พบการใช้ภาษาที่แตกต่างออกไป การได้ช่วยแก้ประโยคภาษาไทยจึงทำให้เราได้เช็คการใช้ภาษาไทยของตัวเองไปด้วยเช่นกัน

          สิ่งที่เราค้นพบอีกอย่างในการเข้าไปช่วยแก้ประโยคของชาวต่างชาติคือปัญหาในการเรียบเรียงคำหรือประโยค และทำให้ทราบว่าการเรียงประโยคในภาษาไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เคยเข้าไปตรวจให้ชาวเยอรมันที่ถามว่า
1.เราพูดกันเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างได้
2.เราพูดเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างกันได้
3.เราพูดกันได้เรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง
ประโยคไหนเป็นประโยคที่ถูกต้อง? ตอนแรกที่ดูรวมๆก็เหมือนจะใช้ได้ทุกประโยค แต่เมื่อลองมาวิเคราะห์ดีๆตามการใช้ภาษาไทยของเรา
1) ทุกประโยคขาดคำว่า “คุย” เพราะหากเป็นบทสนทนาที่มีฝ่ายตรงข้าม คำว่า “พูดคุย” จะฟังดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
2) ตำแหน่งของคำว่า “กัน” ก็เป็นปัญหาของประโยคนี้ว่าควรจะใส่ไว้ตรงไหน ซึ่งในความคิดเราหากใส่หลังคำว่าพูดคุยจะฟังดูคุ้นหูกว่า แต่พอเป็นคำว่า “กันได้” ก็ไม่แปลกที่จะอยู่ท้ายประโยค
3) คำว่า “เรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง” คิดว่าถ้าจะพูดให้เป็นภาษาไทยมากกว่านี้ต้องเป็น “ทุกเรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง” แต่ถ้าเราเป็นคนพูดประโยคนี้คงพูดแค่ “ทุกเรื่อง”
สุดท้ายเลยแก้ประโยคของคนนี้เป็นประโยคใหม่เลยคือ “เราพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง” แต่ก็ไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไรไปให้เค้าเลย ขอโทษด้วยค่ะT_T จากประโยคข้อนี้ถ้าลองมองในมุมของชาวต่างชาตินี่รู้สึกว่าภาษาไทยมันยากจริงๆ
อีกกรณีนึงที่เจอคือคนญี่ปุ่นให้ช่วยเช็คประโยคว่า“บ่ายนี้อากาศอุ่นแล้วในโตเกียวครับ อุณหภูมิ20องสาแล้วครับ” ที่มาจากภาษาญี่ปุ่นว่า今日の昼、東京はとても暖かかったです。気温は20℃ありました。ประโยคนี้ถ้าดูผ่านๆก็เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร พอลองดูสิ่งที่คนไทยคนอื่นแก้ให้ก็มีเพิ่มตรง “อากาศอุ่นขึ้นแล้ว” และแก้คำว่า “องศา” แต่เมื่อลองมาคิดอีกที ในภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า จึงน่าจะตรงกับคำว่า”กลางวัน”มากกว่า นอกจากนี้คำว่า “อุณหภูมิ 20 องศาแล้วครับ” ส่วนตัวแล้วคิดว่าพูดแค่ “อุณหภูมิ 20 องศาครับ” เพราะประโยคก่อนหน้านี้พูดคำว่า “แล้ว” ไปแล้ว การที่เค้าใส่คำว่า “แล้ว” มาในประโยคหลังน่าจะมาจากการใช้รูปอดีตในภาษาญี่ปุ่นคำว่า 「暖かった」สุดท้ายแล้วจึงแก้ประโยคนี้ให้เค้าใหม่เป็น “วันนี้ตอนกลางวัน โตเกียวอากาศอุ่นขึ้นแล้วครับ อุณหภูมิ 20 องศาครับ” อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแค่การแก้ตามการใช้ของเรา เป็นภาษาไทยที่ถูกต้องรึเปล่านั้นก็ไม่แน่ใจเช่นกัน555555

จากประโยคนี้ทำให้เรานึกถึงอีกวิชาที่ลงเรียนเทอมนี้อยู่เหมือนกันนั่นคือวิชาแปล การแปลมีทั้งการแปลแบบตรงตัวและการแปลแบบเอาความ การแปลส่วนมากจะเป็นการแปลแบบเอาความ เพราะด้วยเรื่องการใช้ภาษาหรือวัฒนธรรมของแต่ละภาษาทำให้การแปลตรงตัวไม่สามารถเก็บความได้ทั้งหมด เช่น ประโยคว่า “I can see that” ถ้าแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบตรงตัวจะเป็น 「私はそれを見ることができた。」กลายเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ไม่มีความหมายไปเลย แต่ถ้าแปลแบบเอาความจะเป็น 「わかった!」ซึ่งเป็นประโยคที่เข้าใจกว่าประโยคแรกมาก


การได้ลองมาใช้เว็บนี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ อ.เคยสอนในห้องว่าการเรียนภาษาต่างประเทศที่ 2 ขึ้นไป เรามักจะนำไปเทียบกับภาษาแม่ของเราก่อน หลายประโยคจึงออกมาเป็นประโยคที่งงๆ และผู้เรียนก็จะใช้ภาษาอย่างไม่เป็นธรรมชาติของภาษานั้นๆ เว็บไซต์นี้จึงเป็นเว็บไซต์ที่ดีต่อผู้ที่กำลังเรียนภาษาที่ 2,3,4,5,6,….. เพื่อให้เจ้าของภาษาได้มาเช็คการใช้ภาษาของเราให้ถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเหมือนที่ อ.แนะนำในห้องว่าถึงแม้เจ้าของภาษาจะมาแก้ภาษาให้เราก็ตาม เราก็ควรพิจารณาด้วยว่าการใช้ภาษาของเขาถูกต้องหรือไม่ และเลือกนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา

ปล.รู้สึกว่าตัวหนังสืออ่านยากจัง มันเขียนติดกันไปหมด จะพยายามเขียนให้อ่านง่ายๆกว่านี้ค่ะT_T